ประสพการณ์ปฏิบัติธรรม

ประสพการณ์ปฏิบัติธรรม

สวัสดีครับ หากจะถามว่าศึกษาธรรมะ หรือปฏิบัติธรรมกันทำไม คนส่วนมากเขาไม่เห็นต้องกังวลเรื่องนี้ เขาก็อยู่กันได้ดีทุกคน

ขอตอบด้วยความคิดตัวเองว่า เพราะความทุกข์ และความไม่อยากมีความทุกข์ ตอนผมมีความทุกข์จะอ่านหนังสือธรรมะ และอ่านได้อย่างเข้าใจดีมากครับ และผมก็แก่มากแล้วความทุกข์จากสุขภาพ และการตายรออยู่ จึงอยากเตรียมใจไว้รับมือกันความทุกข์ในอนาคตอันใกล้นี้

ไม่เห็นทุกข์ไม่เห็นธรรม ครับ คนส่วนมากมีทุกข์ บางทีหัวเราะ บางทีร้องไห้ แต่ไม่เห็นว่าตัวเองเป็นทุกข์ คิดว่าชีวิตก็ปกติดี หรือหากรู้ว่าชีวิตนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ก็ตาม แต่ก็มักคิดว่าเป็นธรรมดาของชีวิตที่ต้องทน ไม่มีทางแก้ไข จึงไม่หาหนทาง แต่ผมคิดว่าผมเคยมีความทุกข์ และจะมีมันอีกในอนาคต แต่มันแก้ไขได้ และธรรมะคือคำตอบ และการทำความเข้าใจกับความทุกข์ด้วยธรรมะ ก็จะทำให้เราพ้นทุกข์ในที่สุด แบบคำที่ว่า ทุกข์มีไว้รู้ และรู้ทุกข์ ก็เห็นธรรม การรู้ทุกข์ไม่ใช่การมีความทุกข์นะครับ เราสามารถรู้ทุกข์ได้อย่างไร้ทุกข์ครับ

ผมอายุ 66 ปี ผมสนใจเรื่องของธรรมมาเป็นระยะ ๆ โดยเรียนรู้จากเว็บ และหนังสือ และฝึกปฏิบัติจากที่ต่าง ๆ มาบ้าง แต่ยังไม่มีความเข้าใจมากนัก ออกจากค่ายปฏิบัติธรรม ก็ละเลยไม่ปฏิบัติต่อหลังจากออกจากค่ายปฏิบัติธรรม เพราะยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง  ต่อมาได้ฟัง MP3 ของพระอาจารย์ปราโมทย์ ปราโมชโช อยู่เป็นเวลานานเป็นปี  จึงได้เข้าใจว่าปฏิบัติธรรมมีเป้าหมายเพื่ออะไร มีประโยชน์อะไร และทำอย่างไรจึงถูกต้อง และรู้ว่าที่ทำมาผิดพลาดอะไรบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้ปฏิบัติอะไร เพียงแต่เพลิดเพลินกับธรรมะจากการฟัง ทั้ง ๆ ที่พระอาจารย์ปราโมทย์ ท่านก็บอกแล้วบอกอีกว่าต้องปฏิบัติแต่ก็ยังไม่เข้าใจ

บังเอิญตามลูกสาวไปเที่ยวเกาะพะงัน ได้พบฝรั่งหลายคนกำลังเดินจงกรม จึงได้เข้าไปดู และกราบขอเรียนการเดินจงกรมจากพระอาจารย์โอฬาร แห่งวัดสมัยคงคา เกาะพะงัน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก หลังจากฝึกกับพระอาจารย์ผมก็นำกลับมาทำที่บ้านทุกวัน และทำให้เข้าใจธรรมได้ดีขึ้น พระอาจารย์ให้เดินอย่างเดียว จากเที่ยงวัน ถึงห้าโมงเย็น ตกวันละห้าชั่วโมง ติดต่อกันสี่วัน ในระหว่างปฏิบัติได้เห็นฝรั่งที่ร่วมปฏิบัติเกิดรู้ตื่นเบิกบานขึ้นมา โดยที่พระอาจารย์ไม่ได้สอนหรือบอกก็ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากการปฏิบัติ จึงได้เข้าใจในตอนนั้นเองว่าพระพุทธองค์วางแนวทางให้ปฏิบัติ หากปฏิบัติได้ถูกตรงก็จะได้ผลอย่างที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ ถึงไม่เรียนรู้ไม่เข้าใจอะไรมาก่อน การรู้มากไปแบบผมเองกลับทำให้การปฏิบัติเนินช้า การมาฝึกครั้งนี้จึงเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมนั้นสำคัญขนาดไหน ตอนแรกไม่เคยคิดว่าจะเดินได้ถึงวันละห้าชั่วโมง เพราะเคยเป็นรองช้ำมาก่อน และการเดินเป็นการเดินแบบเท้าเปล่า แต่ด้วยบารมีและความศรัทธาในพระอาจารย์โอฬาร ทำให้ไม่มีอาการเจ็บใด ๆ ทั้งสิ้น  ผมได้ร่วมฝึกอยู่ 8 วัน รู้สึกสำนึกในพระคุณและความเมตตาของพระอาจารย์เป็นอย่างสูง พระอาจารย์เป็นพระที่ไม่ถือตัว ไม่ต้องการให้กราบ หรือไหว้ ตามพิธี และมักบอกเสมอว่าไม่ได้เป็นอาจารย์ หรือผู้บรรลุธรรมแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงเพื่อนร่วมเดินทางเท่านั้น

ต่อจากนั้นได้มีโอกาสมาปฏิบัติธรรมที่วัดสวนสันติธรรม ศรีราชา ของพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช  ระหว่างวันที่ 25-29 มิถุนายน 2561  จากการศึกษาทั้งสองที่จึงอยากจะเขียนบันทึกไว้เพื่อเตือนความจำ หรือแบ่งปันประสบการณ์กับผู้อื่น แต่ก่อนอื่นต้องขอบอกกับทุกท่านที่กำลังอ่านอยู่ว่า สิ่งที่เขียนทั้งหมดเป็นการศึกษาเรียนรู้มา และสรุปเอาเองบ้าง ตามที่ตนเองคิด ไม่ได้เกิดจากการบรรลุธรรมแต่อย่างใด ซึ่งอาจจะเข้าใจผิดบ้างถูกบ้าง และขณะนี้ผมเองก็ไม่ได้บรรลุธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น จึงไม่สามารถถ่ายทอดจากประสพการณ์ที่ได้รับการพิสูจน์แต่อย่างใด การอ่านจึงต้องฟังหูไว้หู อาศัยกาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 (ไม่เชื่อไร้เหตุผลตามหลัก 10 ข้อ) หากผมเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนไป โปรดอนุเคราะห์ด้วยการแนะนำด้วยนะครับ (jeeradate@gmail.com)

หากต้องการธรรมะที่ถูกตรงควรศึกษาจากครูบาอาจารย์ ซึ่งท่านจะสามารถถ่ายทอดจากทั้งทฤษฎีและประสพการณ์การปฏิบัติของท่าน  ผมเองถูกจริตกับวิธีการสอนของพระอาจารย์ปราโมทย์ ปราโมชโช ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเห็นตัวจริง แต่รางเนื้อชอบรางยานะครับ ก็ขอให้ท่านเลือกฟังจากพระอาจารย์ที่ถูกจริตของท่าน ซึ่งสมัยนี้สามารถฟังได้จาก MP3 หรือ Youtube ของพระอาจารย์ที่ท่านชอบ การฟังธรรมครั้งแรก ๆ ก็อาจจะงง หรือไม่เข้าใจ แต่หากฟังไปเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มเข้าใจ แล้วจะชอบ ผมมักจะ  Download มาใส่ในโทรศัพท์และฟังทุกเวลาว่าง ดีกว่าฟังเพลงมากครับ

การศึกษาธรรมะที่ถูกต้องและตรงตามที่พระพุทธองค์ส่งให้แนวทางไว้นั้น เราจะต้องเลือกเรียนกันหน่อย เพราะการเรียนมาผิด ๆ ทำให้เสียเวลาเรียน และเสียเวลาในการแก้ไขให้ถูกต้องในภายหลัง หรืออาจจะหลงทางไปเลยก็ได้  สำหรับผม อาศัยหลักเกณฑ์ว่า พระพุทธองค์ทรงสอนไว้แต่เรื่องการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์เท่านั้น  ไม่ได้สอนให้ได้สวรรค์, โชคลาภ, อิทธิฤทธิ์, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิทธิพิเศษ แต่อย่างใด คำสอนที่ไม่ได้เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ ผมก็จะไม่เรียน หรือไม่ใส่ใจให้เสียเวลา

สำหรับผมแล้วยังไม่มีความรู้พื้นฐานพอที่จะศึกษาจากพระไตรปิฎกโดยตรง เพราะอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการตีความ และเสียเวลามาก ดังนั้นผมอาศัยการเรียนจากครูบาอาจารย์ทั้งที่เป็นพระและฆราวาส เพราะหากไม่เรียนเราก็ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร และหากมีปัญหาในการปฏิบัติก็จะปรึกษาอาจารย์ โดยทุกวันนี้หากผมมีปัญหาการปฏิบัติ หรือมีข้อสงสัย ก็จะสอบถามจากพระอาจารย์โอฬาร หรือ พระหรือฆราวาส ซึ่งพระอาจารย์ปราโมทย์จัดไว้ให้คำปรึกษาหรือตอบคำถามแบบตัวต่อตัว  หลังจากเทศน์วันเสาร์อาทิตย์จบลง แต่หากใครใจกล้าไม่กลัวไมค์ก็ถามกับหลวงพ่อโดยตรงได้ แต่ผมยังไม่กล้าพอครับ

การเรียนทำให้การปฏิบัติถูกต้องและรวดเร็วขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้บรรลุธรรม จึงควรศึกษาเพื่อให้รู้ว่าจะปฏิบัติเพื่ออะไร และปฏิบัติอย่างไรก็พอ จากนั้นก็เริ่มปฏิบัติได้เลย นับว่าเป็นทางลัดที่สุดครับผมคิดว่า การศึกษาธรรมะ จะต้องปฏิบัติเป็นหลัก เพราะธรรมะไม่สามารถบรรลุด้วยการเรียน แม้แต่พระพุทธองค์ก็ไม่สามารถสอน หรือถ่ายทอดการบรรลุธรรม ให้ใครได้ หากเราไม่ปฏิบัติด้วยตัวเอง ตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ และผมก็เชื่อว่าในเมืองไทยเรา ร่องรอยหรือแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ยังมีอยู่ ครูบาอาจารย์ที่ยังสอนได้ถูกตรงยังมีอยู่ หากเราไม่รีบเรียนและปฏิบัติเสียในชาตินี้อาจจะสายเกินไปก็ได้

ผลจากการการปฏิบัติธรรมให้ความสุข ลดความทุกข์เป็นลำดับ ที่เราปฏิบัติ ดังนั้นผมจะไม่ได้รอ หรือตั้งความหวังให้บรรลุขั้นใดขั้นหนึ่ง จึงจะรู้สึกดีกับตัวเอง แต่จะปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม โดยให้สนใจผลที่ความพยายามของตัวเราเองว่าเราได้ปฏิบัติธรรมบ้างหรือเปล่า สมควรแก่ธรรมหรือเปล่า มีความทุกข์ลดลง สติสมาธิที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ และ กิเลสคือโลภ โกรจ หลง ลดลง หรือเปล่าเป็นหลัก

วัดสวนสันติธรรม เป็นวัดขนาดเล็ก ที่รับผู้ปฏิบัติธรรมเพียงแค่ครั้งละหกคน มีพระราว ๆ ยี่สิบรูป แต่เผยแพร่คำสอนออกไปได้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ด้วย MP3 และ Video จาก Youtube  ผมเองก็เป็นลูกศิษย์ทาง CD  และ Youtube และจากสื่อ Online เหล่านี้ทำให้คนหมู่มาก ได้ปฏิบัติตามจนเห็นผลเป็นจำนวนมาก วัดสันติธรรมไม่เรี่ยราย ไม่รับบริจาค ไม่เขียนชื่อผู้บริจาค ตามสถานที่ต่าง ๆ หรือสิ่งของ ใครต้องการจะบริจาคก็เอาเงินใส่ตู้ ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ไม่มีการหารายได้จากกิจกรรมใด ๆ แม้แต่จัดงานศพในวัด

ปกติแล้วผู้ที่จะไปปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ได้ จะต้องเป็นผู้ที่รู้ตื่นแล้วและปฏิบัติธรรมได้ด้วยตัวเอง เพราะจะเป็นการปฏิบัติธรรมที่ต่างคนต่างทำตามแต่จริตของตนเอง ซึ่งไม่เหมือนกัน ไม่ได้จัดเป็นหลักสูตรตายตัว หรือให้ปฏิบัติเหมือน ๆ กันไปหมดทุกคน แต่จะมีการพูดคุยสอบถามจากอาจารย์ และพระอาจารย์จะตอบคำถามและให้คำแนะนำเป็นรายตัว แต่ไม่บ่อยนัก

ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าปฏิบัติธรรม ทั้งค่าที่พัก อาหาร ฯลฯ ใครอยากจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายก็ไปใส่ตู้กันเอาเอง หรือไม่ใส่ก็ไม่มีใครรู้ หรือใครสนใจ

ที่พักดีมากเป็นอาคารปูน ยกพื้นหล่อน้ำกันมด มีมุ้งลวดเหล็กดัด มีห้องน้ำในตัว พื้นเป็นหินอ่อน เป็นหลัง ๆ ห่างกันราว ๆ 50 เมตร แต่ละหลังอยู่เพียงคนเดียว บรรยากาศเป็นสวนป่า ทำให้รู้สึกกลัวผีนิดหน่อย ห้องมีขนาดใหญ่ สามารถใช้เป็นทางจงกรม และนั่งสมาธิในห้อง มีข้าวของครบทั้งสบู่ ยาสีฟัน หยูกยาเล็ก ๆ น้อย ๆ เครื่องนอนและเตียง

แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าฝึกได้ และห้ามไม่ให้คนที่เคยฝึกที่วัดมาแล้วสมัคร จึงเป็นโอกาสที่ผมมือใหม่ไม่บรรลุธรรมอะไรเลยสามารถสมัครได้ เพราะไม่กำหนดไว้เหมือนเมื่อก่อนว่า ผู้จะมาอยู่วัดจะต้องรู้ตื่น และไม่มีความรู้เรื่องการปฏิบัติมาก่อน และปฏิบัติได้ด้วยตัวเองเท่านั้นที่สมัครได้ ปีนี้คุณสมบัติเดียวที่กำหนดคือ ต้องเป็นคนที่ยังไม่เคยมาปฏิบัติหรือนอนที่วัดนี้มาก่อนจึงสมัครได้ ซึ่งก็ทำให้หมดสิทธิในการสมัครในปีต่อ ๆ ไปด้วย เพราะเปิดสำหรับคนใหม่ เท่านั้น  ทางวัดจะประกาศวันรับจองตอนต้น ๆ ปี ซึ่งส่วนมากจะเต็มในวันแรกที่เปิดจอง และเต็มไปตลอดปี ซึ่งผมก็ได้ใช้เวลาทุกนาทีที่วัดให้คุ้มกับโอกาสเดียวในชีวิตนี้

ศาสนาพุทธมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้คนพ้นทุกข์เป็นหลัก ในทางพุทธแล้วจะไม่พูดถึงการแสวงหาความสุข ซึ่งความจริงแล้วมันคือเรื่องเดียวกัน การมีทุกข์น้อย คนทั่วไปก็จะเรียกว่ามีความสุข หากจะเปรียบกับทางโลกแล้ว ความทุกข์ ก็เหมือนกับความร้อน น้ำที่ศูนย์องศา ก็ยังเป็นน้ำมีความร้อนอยู่ แต่คนทั่วไป ก็เรียกว่าน้ำเย็น คนที่มีความทุกข์น้อยลง ก็บอกว่าตัวเองมีความสุข ทั้ง ๆ ที่ยังมีทุกข์อยู่  หากเราเอาความร้อนออกจากน้ำเรื่อย ๆ จนหมด หรือที่เรียกกันว่า ศูนย์องศาเคลวิน หรือศูนย์สัมบูรณ์ (Absolute Zero -273.15 C) ความร้อนจึงจะไม่เหลืออยู่ในน้ำ แม้แต่โมเลกุลและอะตอมก็จะหยุดการเคลื่อนไหว ก็เปรียบได้กับการบรรลุอรหันต์ ซึ่งจะไร้ทุกข์ ก็คือการมีความสุขอย่างประมาณมิได้นั่นเอง ผมอยากจะเรียกตามภาษาผมเองว่า การปฏิบัติธรรมตามศาสนาพุทธก็คือการหาความสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความสุขที่สูงสุดกว่าชาวโลกทั่วไปจะหาได้

จริง ๆ แล้วไม่ว่าคนหรือสัตว์ต่าง ๆ ก็ดิ้นรน หาทางออกจากทุกข์ แสวงหาความสุขกันทั้งนั้น  แต่ก็มีวิธีต่าง ๆ กันตามวิธีที่จะคิดได้

บางพวกก็ออกจากทุกข์แสวงสุขด้วยการตอบสนองความต้องการ เช่น หมาหากมันคันมันก็เกาแก้ทุกข์ หิวก็หาอาหารกินก็มีความสุข ซึ่งก็เป็นวิธีที่คนทั่ว ๆ ไปใช้อยู่เป็นประจำ

บางพวกฉลาดขึ้นมาหน่อย เห็นว่าความอยาก หรือกิเลสเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ก็จะกดข่มกิเลส ไม่ตามใจกิเลส ด้วยการฝืนความต้องการ อยากกิน ก็ไม่กิน อยากนอนก็ไม่นอน โดยคิดว่าการทำแบบนี้จะทำให้กิเลสลดลง แต่ก็กลับทำให้เป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น

บางพวกป้องกันไม่เกิดกิเลส ด้วยการเข้าฌาน เข้าสมาธิ ตัดความรู้สึกนึกคิด ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เหมือนการฉีดยาชา หรือกินยาแก้ปวด พอหมดฤทธิยากิเลสก็กลับมาอีก

บางพวกก็หวังความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ว่าจะช่วยได้ จึงทำทุกอย่างเพื่อเอาใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือ ความศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาตินี้ ก็จะทำให้วางใจ และทำใจให้สบายได้ระดับหนึ่ง แต่ก็เหมือนการหลับตาเดิน อาจจะตกหลุมตกร่องได้ เพราะใช้ความเชื่อนำทางจน ทำให้ขาดปัญญาและความคิด ไม่สนใจเหตุผลและความเป็นจริง

สำหรับศาสนาพุทธการดับทุกข์ (แสวงสุข) โดยอาศัยปัญญา ปัญญานี้คือการเห็นตามจริง เมื่อมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เราก็จะทำถูก วางใจได้ถูก ความทุกข์ก็จะไม่มี เต็มได้ด้วยความสุข

การฝึกเพื่อให้เห็นตามจริงนี้เรียกว่า วิปัสสนา หรือ วิปัสสนา ก็คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งในสังขารทั้งหลายว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คือเห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่ากายใจ หรือสิ่งต่าง ๆ  มีสามัญลักษณะที่เหมือนกัน หรือคุณสมบัติร่วมกันอยู่สามสิ่งคือ ไตรลักษณ์(three characteristics of existence)  อันได้แก่

  1. อนิจจลักษณะ ลักษณะไม่เที่ยง มีการแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา
  2. ทุกขลักษณะ ลักษณะทนอยู่ตลอดไปไม่ได้ ถูกบีบคั้นด้วยอำนาจของธรรมชาติทำให้ทุกสิ่งไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป และ
  3. อนัตตลักษณะ ลักษณะไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามต้องการได้ เช่น ไม่สามารถบังคับให้ชีวิตยั่งยืนอยู่ได้ตลอดไป ไม่สามารถบังคับจิตใจให้เป็นไปตามปรารถนา เป็นต้น

ซึ่งหากฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะทำความเข้าใจได้ยาก แต่ในความเป็นจริงเราอาจจะรู้และเข้าใจ และถ่ายทอดความรู้อันนี้แก่กันในระดับสมองได้ไม่ยาก แต่การทำให้ใจเรายอมรับไตรลักษณ์นั้นเป็นเรื่องยาก เช่น เราทุกคนต้องแก่ เราทุกคนต้องตาย เราเห็นคนอื่นแก่และตาย เราไม่รู้อะไร แต่เราไม่ยอมรับว่าเราต้องแก่ ตัวเราต้องตาย เราไม่ยอมรับ ใครคิดว่าตัวเองต้องตายบ้าง หากคิดว่าตัวเองต้องตาย ทัศนคติในชีวิตคงเปลี่ยนไป ไม่กอบโกย เหมือนว่าจะอยู่ค้ำฟ้าแบบนี้    เราจึงต้องเห็นไตรลักษณ์ของกาย และใจเราบ่อย ๆ จนใจยอมรับไตรลักษณ์ ของกาย และใจของเราเอง ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนานี้เอง

เป้าหมายของการฝึกวิปัสสนาไม่ใช่เพื่อ ให้เราเป็นคนดี มีความสุข ความสงบ ตัดความคิด ตัดกิเลสแต่อย่างใด เรื่องนี้คนเข้าใจผิดกันมาก การฝึกวิปัสสนาเป็นการฝึกให้เห็นตามจริง หากใจเราไม่ดี เราก็ให้เห็นตามจริงว่ามันไม่ดี ไม่ต้องดัดแปลงกายใจให้ผิดจากความเป็นจริง กายใจเป็นอย่างไรก็เห็นตามนั้น เป็นผู้ดูเท่านั้น ไม่ไช่ผู้กำกับ หรือผู้แสดง ไม่แทรกแซง รู้สึกอย่างไร ก็เห็นตามนั้น แต่ก็ต้องไม่ทำผิดศีล ดูเพื่อให้เข้าใจ และใจยอมรับ

เรามี หน้าที่ เจริญสติปัฏฐาน มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง จิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง คือจิตที่มีสมาธิที่ถูกต้อง จิตตั้งมั่น อารมณ์นั้นเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย จิตเป็นคนดูเท่านั้น ไม่เข้าไปอิน ไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่ไปหลงยินดียินร้ายกับอารมณ์ที่กำลังปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตา ความสุขเกิดขึ้นก็รู้ทันว่ามีความสุขเกิดขึ้น ก็จะเห็นว่าความสุขเกิดได้ ความสุขก็ไปได้ ความทุกข์เกิดขึ้นก็มีสติรู้ทันนะ จิตเป็นคนดูอยู่ ก็จะเห็นความทุกข์มาได้ ความทุกข์ก็ไปได้ จะเห็นอย่างนี้

การเห็นไตรลักษณ์นี้ ไม่ใช่การสะกดจิต เพราะตอนที่ใจเรายอมรับความเป็นไตรลักษณ์ของ กาย และของใจเรานี้ เราจะมีสติสมบูรณ์ เพราะการปฏิบัติธรรม เน้นการฝึกสติให้สมบูรณ์

เมื่อเราเข้าใจความเป็นไตรลักษณ์ของ กาย และใจ เราก็จะไม่ยึดมั่นว่ากายใจนี้เป็นของดี ของวิเศษ ให้ปล่อยวางกายใจ ละกิเลส สิ้นทุกข์ มีสุขอย่างเหลือประมาณ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่อย่างถูกต้อง

การฝึกจะต้องประกอบด้วย ศีล สติ สมาธิ และปัญญา ต่างก็เป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ร้อยเรียงกันไปเป็นวิถีแห่งความรู้แจ้ง จนถึงความรู้แจ้งอริยสัจได้ในที่สุด

พื้นฐานของการปฏิบัติธรรม คือ ต้องรักษาศีล ซึ่งหมายถึง ศีล 5 ซึ่งก็พอเพียงสำหรับชาวบ้านแบบเรา ๆ โดยจะต้องอาราธนาศีล หรือตั้งใจจะไม่ผิดศีล ทุกเช้า กลางวัน และทบทวนก่อนนอน เพราะหากไม่มีศีลเป็นพื้นฐานแล้ว ก็จะเจริญ สติ สมาธิ และปัญญา ไม่สำเร็จ ศีลจึงเป็นบันไดขั้นแรกที่สำคัญมาก

สำหรับการจะหันกลับมาเห็นกายใจ เราต้องมีสติ คือต้องพัฒนาให้มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว หรือรู้เนื้อรู้ตัวก่อน เพราะสติจำเป็นในทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ  การพัฒนาสติมีหลายวิธี ก่อนอื่นต้องมีเครื่องอยู่ หรือ วิหารธรรม ให้ใจวนเวียนกันสิ่งนี้ เมื่อหลงออกไป จะได้รู้ตัว ผมใช้บริกรรมพุทโธ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตื่นจนหลับ แต่ก็ยังทำไม่ได้อย่างต่อเนื่องจริง ๆ และเมื่อจิตออกไปคิด หรือหลุดออกจากพุทโธ ผมก็จะรู้ตัวขึ้นมาครั้งหนึ่ง เรียกว่าเกิดสติ หากเราไม่มีเครื่องอยู่ เราจะหลงนาน วิธีนี้เรียกว่า การเจริญสติในชีวิตประจำวัน

สำหรับการฝึกสมาธิ สมาธิมี ๒ แบบ แบบที่หนึ่งให้จิตสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว อีกอันหนึ่งให้จิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู อารัมมณูปนิชฌานทำให้จิตสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว ลักขณูปนิชฌานทำให้จิตตั้งมั่นขึ้นมาเห็นลักษณะคือความเป็นไตรลักษณ์ได้ แบบแรกทำให้มีแรง และใช้ในการพักผ่อน แบบที่สองทำให้เกิดปัญญา ซึ่งจำเป็นมาก หากฝึกได้แบบเดียว ก็ขอให้ฝึกสมาธิแบบนี้สองหรือลักขณูปนิชฌาน นี้ให้ได้ การฝึกสมาธินี้ผมมักจะใช้การเดินจงกรม เป็นหลัก จะนั่งบ้างแต่น้อยเพราะแก่แล้วหลับได้ง่าย การฝึกจะเริ่มจากน้อยไปมาก หลวงพ่อขอให้เริ่มที่ 15 นาทีก่อน แล้วเมื่อชอบก็จะเพิ่มเอง เรียกว่าการปฏิบัติในรูปแบบ

สำหรับเรื่องปัญญา เมื่อสติและสมาธิถูกฝึกมาดีแล้ว เราจะเริ่มเห็นไตรลักษณ์ของกายใจ เราเรียกว่า เดินปัญญา ซึ่งจะต้องเห็นมาก ๆ จนจิตใจยอมรับ ไม่ใช่สมองยอมรับ เราจะสังเกตเห็นว่า กิเลสเราน้อยลง เป็นเครื่องวัดความก้าวหน้าของการปฏิบัติธรรมของเรา

คนปกติจะไม่เห็นกายใจ ตัวเอง แต่จะหลงอยู่กับความคิด และสนใจสิ่งที่อยู่ภายนอกมากกว่า สิ่งที่เป็นไปในกายใจตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เราขับรถอยู่ หากมีคนมาขับรถปาดหน้าเรา เราจะไม่รู้ว่าใจเรากำลังโกรธ แต่เราจะรู้ว่ารถสีอะไรยี้ห้ออะไร ที่ปาดหน้าเรา ผู้หญิงหรือผู้ชายเป็นคนขับ เราต้องทำอะไรดี  หรือปกติ จิตใจเราจะคิดปรุงแต่งในเรื่องต่าง ๆ ไม่หยุดหย่อน เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ค่อยรู้กายเราว่า เรากำลังนั่งท่าไหน บางครั้งจะรู้อีกทีก็เหน็บชากินแล้ว เป็นต้น จิตที่ปรุงแต่ง หรือคิดถึงเรื่องภายนอก เขาเรียกว่า ส่งจิตออกนอก การส่งจิตออกนอกนี้ทำให้เกิดความทุกข์ เราจึงความเอาจิตมาดูที่กายใจเราเอง หรือทำ วิปัสสนา ไว้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เท่าที่จะทำได้

จาก แก่นธรรมคำสอน ของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล (ฉบับเพิ่มเติม)

“จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย

ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์

จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ

อนึ่ง ตามสภาพที่แท้จริงของจิต ย่อมส่งออกนอกเพื่อรับอารมณ์นั้น ๆ โดยธรรมชาติของมันเอง ก็แต่ว่าถ้าจิตส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว จิตเกิดหวั่นไหวหรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้น เป็นสมุทัย ผลอันเกิดจากจิตหวั่นไหวหรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้น ๆ เป็นทุกข์ ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว แต่ไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้น ๆ มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นมรรคผลอันเกิดจากจิตไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อม เพราะมีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นนิโรธ พระอริยเจ้าทั้งหลายมีจิตไม่ส่งออกนอก จิตไม่หวั่นไหว จิตไม่กระเพื่อม เป็นวิหารธรรม จบอริยสัจจ์ ๔”

หวังว่าข้อเขียนนี้อาจจะทำให้ท่านสนใจศึกษาและปฏิบัติธรรม ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะครับ

Advertisements

หากคิดคนเดียวไม่ออก

ลองชวนเพื่อนมาร่วมคิดด้วยกันพร้อมๆกัน นะครับ คลิกที่ Link ด้านล่างแล้ว Sign up นะครับ ฟรีไม่มีค่าบริการ
ผมใช้แล้วดีมากครับ เป็นโปรแกรม Mind Map ที่ให้ใช้ฟรีและใช้ง่ายครับ เปิดใน Browser Chorme จะดีมากครับ

https://coggle.it/recommend/59b891f7844aa70001b9ba61



Best regards,

Jeeradate K.

BPMS VS ERP

BPMS คือ Business Process Management System หรือโปรแกรมให้เราออกแบบระบบอำนวยความสะดวกในการทำงานและควบคุมงาน (Business Solution)

ERP คือ Enterprise Resource Planning หรือโปรแกรมที่อำนวยความสะดวกและควบคุมการทำงานที่ครอบคลุมแทบทุกระบบการทำงานตั้งแต่ งานผลิต งานขาย งานบัญชี งานบุคคลฯลฯ

ERP ถูกออกแบบโดยอาศัยศาสตร์ของการบริหาร ที่เป็นระเบียบและเป็นระบบ ช่วยให้ใช้ข้อมูลเดียวกันทั้งระบบ

BPMS ช่วยให้เราทำงานตามที่เราทำอยู่แล้วให้เป็นอัตโนมัติ และติดตามการทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น

มีหลายคนสงสัยว่า BPMS ทำงานได้เหมือน ERP และยังอ่อนตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และใช้งานง่ายกว่า สร้างระบบเองก็ได้ ทำไมยังต้องใช้ ERP อีก

การนำ BPMS มาพัฒนาระบบการทำงานทั้งบริษัทเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินไป และบริษัททั่วไปก็มีองค์ความรู้เรื่องการจัดการและการประสานงานของแต่ละแผนกน้อยเกินไป กว่าระบบจะสมบูรณ์เท่า ERP ก็จะเสียเวลามากจนไม่ได้ทำธุรกิจ

แต่ ERP ก็ไม่ยืดหยุ่น และยุ่งยากในการใช้งาน ไม่คลอบคลุมการทำงานปลีกย่อย

หลายๆบริษัทจึงใช้ทั้งสองระบบ คือ ERP และ BPMS โดยใช้ BPMS ในการอำนวยการทำงาน และ ERP เป็นฐานข้อมูลให้ BPMS ทำให้ได้ทั้งความคลองตัวของ BPMS และฐานข้อมูลเดียวของ ERP และไม่ต้องเสียเวลาพัฒนาระบบขนาดใหญ่ แต่พัฒนาเพียงระบบงานที่ ERP ไม่คลอบคลุมเท่านั้น

BPMS at its core, focuses on optimizing the efficiency of existing business processes; monitoring process effectiveness, process modelling and simulations. It can thus, be described as a process-intelligent layer that may or may not be integrated with an organization’s ERP.

Most ERPs come with inbuilt process functionalities, which you may decide to adopt, customize or configure to suit your operations.

The goal of implementing business process management or enterprise resource planning into your business is to enhance productivity and increase profits. It is vital that you choose the right path and software for your business, depending on your specific business goals and functional needs. If you do not choose correctly, you could end up wasting time and money. The integration of these softwares can be complex and time-consuming, however, done correctly will have many positive benefits.

 

 

 

 

Assembly Line for Office

ลองดูพนักงานในสายการผลิด ที่มีชิ้นงานวิ่งมาตามสายพาน แล้วพนักงานในสายการผลิตต้องทำงานกับชิ้นงาน ก่อนที่มันจะวิ่งเลยไป พนักงานมีแรงจูงใจในการทำงาน ให้ได้เร็วพอๆกับความเร็วของสายพาน เพื่อไม่ให้งานมีปัญหา พนักงานจะทำงานด้วยอัตราความเร็วคงที่ ไม่ต้องอาศัยระบบควบคุมและติดตาม เพราะปัญหาแสดงตัวได้เด่นชัด และไม่มีใครอยากมีปัญหา

หากเราเอาสายพานออกไป แล้วนำชิ้นงานมาใส่ในลังให้พนักงาน พนักงานจะไม่ต้องเร่งงานตามความเร็วสายพาน จำนวนชิ้นงานจะได้มากกว่าหรือน้อยกว่าระบบสายพาน ขึ้นกับพอใจในการทำงานของพนักงาน จึงต้องอาศัยระบบควบคุม เช็คชีส มีการนับยอดการทำงาน หรือแม้แต่อาจจะต้องให้แรงจูงใจตามชิ้นงาน

การทำงานของพนักงานในสำนักงาน  ก็เหมือนกับการเอาสายพานการผลิตออกไป ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความล้าช้าไม่ชัดเจน งานอาจจะกองสะสมกัน ไม่มีใครทำ งานบางงานอาจจะถูกละเลย และไม่มีใครสังเกต ได้ชัดเท่าสายพานการผลิต

Workflow และฺ Business Process Management ก็เหมือนกับการนำสายพานการผลิตเข้ามาใช้กับพนักงาน Office ทำให้งานทุกอย่างถูกกระตุ้นด้วย Workflow มีการบันทึกเวลาทำงาน ทำให้พนักงานต้องการให้งานที่มาถึงเสร็จและออกไปโดยเร็ว

Business Process Management จึงทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Why Business Process Automation

หน้าที่หลักของทุกกิจการคือการทำงาน  เพื่อสร้างผลิตผลผลิต หรือให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อผลตอบแทนคือกำไร หรือเป้าหมายอื่นๆของกิจการ

โดยที่จะต้องทำงานเพื่อสร้างผลผลิตที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงเป้า มีคุณภาพสม่ำเสมอ ในเวลาอันรวดเร็ว ใช้ทรัพยากรน้อย และมีความผิดพลาดน้อยที่สุด

บทความนี้จะนำเสนอเทคโนโลยีและเครื่องมือที่ถือว่าเป็นอาวุธลับที่จะทำให้ทุกกิจการ มีประสิทธิภาพดี ดำเนินการต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และมีความผิดพลาดน้อยลง Continue reading “Why Business Process Automation”

ใครอยากเรียนคอมพิวเตอร์แบบตัวต่อตัวบ้าง

ผมหากินเลี้ยงชีพ มีหน้าที่การงาน มาทุกวันนี้เพราะความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ก่อนจะจบชีวิตในชาตินี้อยากจะถ่ายทอด และพูดคุยกับคนอื่นๆบ้าง

ใครอยากเรียนคอมพิวเตอร์แบบตัวต่อตัวบ้าง  ดูรายละเอียดคลิกที่นี่นะครับ

pictordinateur

 

Instructional Design (ID)

Instructional Design (ID) คือวิชาชีพ หรือคนที่มีอาชีพสร้างสื่อการสอน ส่วนมากสมัยนี้จะหมายถึงสื่อการสอนที่เป็น eLearning ซึ่งจะต้องประกอบด้วยศาสตร์และศิลป ของ ID Models และ Learning theories ที่จะสร้างสื่อที่

  • ตอบสนองเป้าหมายของการเรียน (Effective)
  • ทำให้ผู้เรียนพอใจ (Interesting, Engaging, Relevant)

โดยจะต้องรู้

  • เป้าหมายของการเรียนก่อน
  • จึงจะไปหาว่าผู้เรียนจะต้องรู้อะไรเพื่อให้สำฤทธิ์เป้าหมายของการเรียน
  • รู้จักผู้เรียน (Audience Analysis) เพื่อออกแบบสื่อให้เหมาะสมกับความสามารถ และความสนใจของผู้เรียน

 

https://www.gotoknow.org/posts/300538